RSS

Author Archives: autto2002

รูปภาพ

สภาวะแห่งรัก

สภาวะแห่งรัก

 

            ใน Puppy love, ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับรักแท้และชาติภพออกมาในรูปแบบหนังสารคดีผสมเล่าเรื่อง โดยที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในไทยและไอซ์แลนด์

b 02.1

By Jirapat S. & Warinda T.

            บ่ายวันนี้ได้เจอ ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ ผู้กำกับหนังเรื่อง “Puppy love” ที่ปล่อยตัวอย่างออกมาสักพักแล้ว เลยสบโอกาสนั่งคุย สอบถามถึงที่มาที่ไปหนังเรื่องใหม่ของเขา ซึ่งพูดถึงประเด็นเรื่องความรักเป็นหลัก โดยที่เราไม่คาดคิดว่าตัวเขาจะสนใจและและรู้สึกกับเรื่องความรักได้มากมายขนาดนี้

            เผื่อใครยังไม่รู้จัก เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังโครงการ Thai Aurora at the Horizon หนังสั้นการเมืองไทยในอุดมคติ ในฐานะ Project Director ผู้ริเริ่มและพาหนังเดินสายฉายออนทัวร์ทั่วประเทศกว่า 10 แห่งเมื่อปี 2014 และงานเทศกาลหนังสารคดี Doc Weekend จัดที่ TK park เมื่อปีที่แล้ว

            นอกจากนี้เรายังได้อัพเดตงานที่เขาทำอยู่ตอนนี้ รวมถึงโปรเจกต์ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่และกำลังจะเกิดขึ้นอนาคต.. มาทำความรู้จักกับตัวตนและมุมมองความรักของ ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ ผ่านงานของเขากัน!

 

          “บางทีความหมายของ ‘คู่แท้’ อาจไม่ได้หมายถึงแฟนเสมอไป มันอาจมาในรูปอื่นก็ได้”

 

Q :  ก่อนอื่นเลย อยากรู้ว่าได้แรงบันดาลใจจากไหน ทำไมถึงเลือกประเด็นนี้มาทำหนัง

            A : แรงบันดาลใจเกิดจากเรื่องใกล้ ๆ ตัว เกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นแบบมาไวไปไว สงสัยว่าคนที่เราเจอ และรู้สึกดีด้วยแบบมาก ๆ ประมาณว่าคิดเกินเพื่อนกับเค้า คิดว่าเค้าใช่สำหรับเรา ที่ไม่นานกลับมีอันให้ต้องห่างหายกันไป  ความจริงแล้วเค้าเป็นเนื้อคู่หรือเป็นรักแท้ของเราจริงหรือเปล่า ด้วยความสงสัยถึงที่มาและสาเหตุ ก็เลยหยิบเอาเรื่องคู่แท้และชาติภพมาสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นเพื่อหาคำตอบครับ

 Q : แล้วได้คำตอบไหม   

            A : สำหรับเราคิดว่าได้นะ.. บางทีความหมายของ ‘คู่แท้’ อาจไม่ได้หมายถึงแฟนเสมอไป มันอาจมาในรูปอื่นก็ได้.. คือรู้สึกว่าไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นอะไรกับความรักเลย (หัวเราะ)  เพราะเราจะเป็นพวกชอบยึดติดไง ซึ่งกับคนดูที่บุคลิกคล้ายกับเราก็น่าจะอิน Message ในบทสรุปง่ายขึ้น แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนดูทั่วไปที่ไม่ได้คุยกับเรา ดูแล้วจะเก็ทไหม  แต่เราก็ไกด์ในเรื่องนี้ไปตั้งแต่โปสเตอร์ที่เป็นประโยคของ  Charles Darwin พูดถึงเรื่องทฤษฎีการอยู่รอดแล้วว่า

            “It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that survives. It is the one that is the most adaptable to change.”

          ซึ่งเป็นประโยคที่ตัวนางเอกพูดในเรื่องด้วยว่า  “ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่แข่งแกร่งที่สุด แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ดีที่สุด” เหมือนบอกเป็นนัย ๆ ว่า อย่าอะไรกับเค้าเลย ถ้าวันนึงเราต้องเลิกคุยกัน คุณต้องปรับตัวให้ได้..  คนรัก เมื่อมันไม่ใช่ก็ไม่ควรยึดติดหรือดันทุรังต่อไป ต้องรู้จักปรับตัวเพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไป คือเราว่าคนที่เกิดมาเป็นเนื้อคู่กันมันต้องมีเคมีอะไรบางอย่างตรงกัน และต้องมีความรู้สึกใช่ เข้ากันได้ทั้งสองฝ่าย ถ้าความรู้สึกว่าใช่เกิดขึ้นฝ่ายเดียว เราว่ามันก็ไม่ใช่แล้ว  ที่ต้องทำคือรอต่อไป สักวันเราอาจเจอคนที่ใช่สำหรับเรา และเค้าคนนั้นก็คิดว่าเราใช่สำหรับเค้าด้วย

            แต่เราว่าคนดูหนังทั่วไปอาจเข้าไม่ถึงสารนี้ เพราะหนังเรานำเสนอออกมาแบบค่อนข้าง Blank พอสมควร คือเปิดพื้นที่ให้คนดูคิด เชื่อมโยงเหตุการณ์ และตีความเอง  ส่วนใหญ่งานเราจะเป็นในลักษณะนี้ เปรียบเหมือนปกติในห้องมืดเวลาคนปิดตาเดินมันจะมีเชือกให้ยึดเพื่อให้เราเดินถูกทาง เราก็สาวไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพบทางออก แต่ห้องของเราจะไม่มีเชือกให้ยึด ให้เดินไปเอง คลำหาทางกันจนกว่าจะเจอทางออก จะเจอหลุม เจออะไร เดินวนไปมา ไปทางผิด ก็ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ เหมือนให้คนปิดตาได้เรียนรู้ ลองผิดลองถูกเองมากกว่า ต้องลองสัมผัสดูสักครั้งในชีวิต.. ซึ่งความจริงเราจะโยนเชือกไปให้เค้าสาวจนถึงทางออกเลยก็ได้ คนปิดตาก็จะไม่ลำบาก ไม่เสียเวลา แต่ไม่ดีกว่า เพราะไม่ใช่สไตล์เรา

 

p 02

 

Q :  เรื่องนี้ทำมานานหรือยัง เป็นคนเขียนบทเองหรือเปล่า และการเตรียมงานสร้างเป็นยังไง

            A : เริ่มตั้งแต่กลางปีที่แล้ว บทจะว่าเขียนก็ไม่เชิง เพราะคิดเป็นเรื่องในหัวไว้มากกว่า ไม่ได้เขียนเป็นเรื่องราว แล้วพอคิดเสร็จก็ถ่ายเป็นลักษณะสารคดี คือเอา Footage ที่ได้มาตัดต่อตาม Story Line ที่เรียบเรียงตอน Post-Production.. งานของเราส่วนใหญ่มักจะออกมาเป็นลักษณะนี้

            ส่วนการเตรียมงานสร้างนี่ก็ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ Only Love is Real (เราจะข้ามเวลามาพบกัน) ของ Dr. Brian L. Weiss ว่าด้วยการบำบัดรักษาผู้ป่วยด้วยการสะกดจิตระลึกชาติ แล้วก็หนังสือ ระลึกชาติและพบคู่แท้ด้วยตัวคุณเอง ของ ดร. ภาคิน ธราธรศิริ นักกล่อมเกลาจิตใต้สำนึกอันดับหนึ่ง ที่เราได้ลองไปเข้ารับการรักษากับเค้ามาหนึ่งคอร์สสั้น ๆ เป็นการ Research  ซึ่ง ดร. ภาคิน เองก็ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในหนังเรื่องนี้ด้วยนะ

 

Q : ทำไมถึงชื่อเรื่องว่า Puppy love

            A : ขออธิบายถึงความหมายของคำนี้ก่อน..  “Puppy love” ในภาษาอังกฤษเป็นคำนาม หมายถึงความรักระหว่างเด็กหนุ่มและเด็กสาวที่ไม่มั่นคง หรือ “รักแบบลูกหมา”  เป็นความรักแรกพบแบบคนเห่อลูกสุนัข เพราะสุนัขนั้นตอนเล็ก ๆ มันน่ารัก ไม่ว่าหมาพันธุ์อะไรก็บ้องแบ๊วทุกตัว จนเจ้าของหลงนักหนา เอาใจใส่ดูแลไม่คลาดสายตา แต่พอมันโตขึ้นก็เริ่มไม่น่ารักเหมือนเดิม เลยบอกนัยยะว่าเป็น “รักแบบปุ๊บปั๊บและวูบวาบ” และมักถูกนำมาใช้กับ “รักแรกพบ” รวมทั้งนิยมใช้กับ “รักในวัยรุ่น” เพราะเป็นวัยที่ไม่ได้จริงจังอะไรกับความรัก.. เวลารักแล้วก็รู้สึกรักมากเหลือเกิน แต่ผ่านไปก็จะ “หมดรัก” โดยไม่รู้สาเหตุ.. ซึ่งก็เข้ากันกับเนื้อเรื่องที่พูดถึงความรักของชายหญิงคู่หนึ่งที่จบความสัมพันธ์กันไปในเวลารวดเร็ว ทั้งที่ผู้ชายเนี่ยรักผู้หญิงจริงจังตั้งแต่แรกพบ แต่ไม่รู้ว่าผู้หญิงรู้สึกอะไรหรือเปล่า เลยเกิดเป็นคำถามกับคนดูว่า คุณว่าเขาและเธอเป็นเนื้อคู่กันจริงไหม หรือเป็นรักแท้ของกันและกันหรือเปล่า

 

Q : วิธีการนำเสนอของหนังเรื่องนี้เป็นยังไง

            A : จะออกไปในแนวทางสารคดี  ช่วงแรกเราจะไม่ใช้เพลงประกอบเพื่อคงความเป็นสารคดีให้มากที่สุด เพราะต้องการให้คนดูได้เห็นและได้ยินเสียงบรรยากาศจริง โดยเน้นการถ่ายแบบมุมมองบุคคลที่ 1 ทั้งเรื่อง คือแทนสายตาตัวละครไปเลย พระเอกมองนางเอกผ่านสายตายังไง แล้วเวลาที่นางเอกมองพระเอกล่ะเป็นยังไง คือเป็นหนังเรื่องแรกของของเราที่พระเอกนางเอกไม่ได้อยู่ร่วมเฟรมเดียวกัน ซึ่งหนังเรื่องนี้จะแบ่งออกเป็น 3 Part..

            Part แรก พูดถึงช่วงเวลาตัวละครพระเอกนางเอกได้อยู่ใกล้ชิดกัน จะเรียกความสัมพันธ์แบบไหนก็แล้วแต่ ซึ่งคนดูจะเห็นว่าทั้งสองคนไปกินข้าว เดินเที่ยว เข้าห้องสมุด พัฒนาความสัมพันธ์กันไป แล้วก็ตัดมาที่ Part 2 หลายเดือนต่อมา นางเอกอยู่ไอซ์แลนด์ ไปเที่ยวกับเพื่อน  พระเอกอยู่ไทย อามรณ์เหงา ๆ เศร้า ๆ คิดถึงนางเอก ตรงนี้เราจะไม่บอกคนดูว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่มันเกิดอะไรขึ้น จะเปิดช่องว่างเอาไว้ให้คนดูคิดตีความเอง แต่ไหน ๆ แล้วเราจะไกด์ให้ เผื่อคนดูขี้เกียจตีความ (หัวเราะ) ในความจริงมันเหมือนกับนางเอกตัดความสัมพันธ์พระเอกทิ้ง ด้วยเหตุผลอะไรไม่รู้ล่ะ มีบล็อกเฟสบุ๊คไว้ ซึ่งเราจะเห็นในซีนที่พระเอกใช้เฟสปลอมเค้าไปดูเฟสนางเอก.. แล้วพอมา Part ที่ 3 ในคืนปีใหม่ที่พระเอกได้รู้ข่าวอะไรบางอย่างจากเพื่อนนางเอกที่ไปเที่ยวด้วยกันที่ไอซ์แลนด์โทรมาบอกก็ทำให้พระเอกเศร้า เลยคิดหาทางออกให้กับคำถามที่เกิดขึ้น จนค้นพบบางอย่าง นำไปสู่การออกเดินทางของเขา

 Q :  ปกติทำแนวสารคดีบ่อยไหม ทำไมถึงชอบทำ แล้วทำหนังสั้นบ่อยแค่ไหน

            A : ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ต้องการจะเล่ามากกว่า ซึ่งเราไม่ได้ทำแต่แนวสารคดีอย่างเดียวนะ หนังสั้นเราก็ทำ คือตัวเองเป็นคนชอบทำหนังเล่าเรื่อง แต่สไตล์การถ่ายมักจะไปทางสารคดี คือดูเรียล ไม่ต้องเซ็ทมุมกล้องใด ๆ ให้ยุ่งยาก จับเอาอารมณ์ ความรู้สึกของนักแสดง ณ ตรงนั้นออกมา จุดที่ชอบสารคดีคือตรงนี้ แต่งานที่ผ่านมาของเราก็จะมีทั้งหนังเล่าเรื่อง หนังสารคดีเป็นเรื่องราว และก็มีงานทดลองบ้าง สลับกันไป ประเด็นที่ชอบพูดถึงเป็นพิเศษก็จะเป็นเรื่องความรัก เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวและเรารู้ดีที่สุด

            เรื่องนี้ทีแรกตั้งใจว่าจะทำเป็นหนังสั้นนะ แต่ตัดไปตัดมาก็ยาวขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะต้องยาวกี่นาที ก็ปล่อยไปตามเรื่องราวที่อยากนำเสนอ คิดว่าที่ยาวเพราะส่วนที่เป็นสารคดีเนี่ยล่ะ เพราะงานนี้เป็นส่วนผสมของหนังเล่าเรื่องกับสารคดี คือมีทั้งเซ็ทและไม่ได้เซ็ท  เซ็ทคือเรากำหนดเส้นเรื่องคร่าว ๆ แล้วให้นักแสดงมาเล่น  ส่วนไม่ได้เซ็ทคือแบบถ่ายติดตาม ให้ Subject เล่นไปเรื่อยๆ  ซึ่งเราว่าโดยรวมจะออกมาเป็นแนวเป็นสารคดีมากกว่าเล่าเรื่องด้วยซ้ำ

            การทำหนังสั้นที่พูดถึง “ความรัก” ที่พบเจอและบันทึกไว้ในช่วงวัยต่าง ๆ ก็ดูคล้ายเป็น Stage หนึ่งของชีวิตเราเหมือนกันนะ อย่างหนังสั้นเรื่องแรกก็เป็นหนังรักทำช่วง ม.5  คือ Soul Moment (2007) กับความเชื่อเรื่องรักแท้ และพรหมลิขิต  พอมาปี 1 ก็ทำ A-Lo-Ha! (2008) เกี่ยวกับความรู้ไม่จริงเลยทำให้สูญเสียรัก จากนั้นก็ The Going of Love (2012) ช่วงมหาลัยปี 4 กับความรักและความทรงจำที่เจ็บปวด แล้วล่าสุดก็เรื่องนี้ Puppy love (2016) มันเป็นมุมมองความรักที่เกิดขึ้นในช่วงวัยทำงาน  เป็นเหมือนบทสรุปเรื่องราวความรักจากหนังเรื่องก่อนหน้านี้กลายๆ พูดถึงสาเหตุ ที่มาของรัก(แท้)ที่จากกันเร็วเกินไป..

            เนื่องจากหนังสั้นเรื่องที่ผ่านมาของเราจะเล่าถึงความรักในมุมเศร้า ๆ เจ็บปวดบ้าง ไม่สมหวังบ้าง มีเหตุทำให้ต้องพลัดพรากจากเหตุการณ์หรือสถานการณ์ใด ๆ ไปจนถึงความทรงจำที่ถูกกระทบกระเทือนซึ่งเป็นผลมาจากมาจากความรัก.. พอถึงจุดหนึ่ง เราชักเริ่มสงสัย ก็ตั้งคำถามกับมันขึ้น เลยเกิดเป็นหนังเรื่องนี้ขึ้นเพื่อเป็นการค้นหาคำตอบ  ซึ่งในเรื่องนี้มันจะมีซีนนึงที่พระเอกเปิดดูรูปผู้หญิงมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่ทำให้เค้ารู้สึกดี เกิดความสัมพันธ์มากน้อยแตกต่างกันไป แต่ก็ไม่มีคนไหนจริงจังพอจะเรียกได้ว่าแฟน จนไปเจอกับน้องนางเอกของเรื่องนี้

p 01.1 w

 

Q : ช่วงที่หนังดำเนินเรื่องที่ไอซ์แลนด์ต้องการสื่ออะไร.. แต่ละสถานที่มีความหมายอะไรหรือเปล่า และมีหลักเกณฑ์อะไรในการเลือกสถานที่นั้นๆ

            A : สื่อถึงการเดินทางท่องเที่ยวของน้องนางเอก คือผู้หญิงคนนี้เค้าเดินทางไปเที่ยวกับเพื่อนด้วยวัตถุประสงค์บางอย่าง ผ่านที่เที่ยวที่น่าสนใจหลายที่ ซึ่งเป็น Landmark สำคัญของไอซ์แลนด์ หรือที่เรียกกันว่า Golden Circle ไม่ว่านักท่องเที่ยวคนไหนมาที่ประเทศนี้จะนิยมไปกัน  โดยเรานำเสนอแบบมุมมองบุคคลที่ 1 คือเซ็ทให้ตัวละครถือกล้องถ่ายไปเรื่อยๆ และช่วงที่เราไปก็เป็นช่วงหน้าหนาว ที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเจอลมแรง หิมะขาวโพลนเต็มไปหมด ซึ่งถ้าถามว่าแต่ละสถานที่ที่เลือกมีความหมายอะไรหรือเปล่า มันก็จะมีบางที่นะที่เราตั้งใจเลือกฟุตมาใช้ ให้ดูเหมือนการสิ้นสุดลงทางความสัมพันธ์ ทำให้คนดูรู้สึกโดดเดี่ยวในสถานที่แปลก ๆ เหมือนคนถ่ายมาทำใจอะไรสักอย่าง..

            ยกตัวอย่าง ‘ฉากที่น้ำตก Gullfoss’ เราแสดงให้เห็นถึงการตกของน้ำเหมือนการสภาวะทางจิตใจ / ‘ทะเลสาบธารน้ำแข็ง Jökulsárlón’ มันจะมี Shot ที่นกน้ำตัวนึงจิกกัดนกอีกตัวนึงจนหัวจมลงไปในน้ำ / ‘อุทยานแห่งชาติ Thingvellir’ รอยแยกที่พื้นดินบ่งบอกถึงร่องรอยการแตกแยกของคนสองคน หรือ ‘ถ้ำน้ำแข็ง Vatnajokull’ เราก็เลือกใช้เพลง Goodbye เป็นการบอกลาความสัมพันธ์

Q : การถ่ายทำที่ไอซ์แลนด์เป็นอย่างไรบ้าง 

            A : หนังเรื่องนี้มีคนช่วยถ่ายให้หลายคนทั้งในไทยและไอซ์แลนด์  อย่างที่ไอซ์แลนด์เราก็ฝากเพื่อนที่ไปเที่ยว และคนที่นู่นถ่ายให้ โดยที่เราไม่ได้บอกพวกเค้าเลยว่าให้ถ่ายยังไง.. เราแค่บอกว่าต้องการอะไร แล้วให้เค้าถ่ายไปตามความรู้สึก แล้วค่อยเอา Footage ที่ได้มาเลือกตัด  ให้ความรู้สึกแทนตัวนางเอกที่ได้ไปเที่ยวและบันทึกภาพไว้ขณะเดินทาง

Q :  คืออารมณ์ถ่ายไปเรื่อย ๆ เห็นว่ามันมีหลายอย่างที่รู้สึกว่าดี เป็นสไตล์ อยากรู้ว่านอกจากสารคดีอย่าง ค่ายธรรมะ (2009) แล้ว มีสารคดีเกี่ยวกับความรักที่เคยทำมาก่อนหน้าเรื่องนี้ไหม

            A : จะนิยามว่าสารคดีก็ได้นะ (ยิ้ม) ถ้าแนวเกี่ยวกับความรัก เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ด้วยงบประมาณไม่เยอะ ใช้ทุนส่วนตัวครับ

 Q :  แล้วมีกำหนดฉายเมื่อไหร่ และจะมีส่งประกวดที่ไหนไหม

            A : ยังไม่มีกำหนดฉาย แต่คงภายในปีนี้ อาจเป็นงานหนังหรือคาเฟ่เล็ก ๆ สักที่นึง เดี๋ยวถ้าจะฉาย ก็จะส่งข่าวทางแฟนเพจ STREAMLINE FILM  คือเราต้องดูกลุ่มเป้าหมายนิดนึง เนื่องจากเรื่องนี้มันเป็นหนังค่อนข้างส่วนตัว เราเลยค่อนข้างเลือกผู้ชม เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเอ็นจอยกับมัน เพราะมันมีอะไรบางอย่างในหนังที่ทำให้เราต้องจำกัดคนดูให้แคบกว่างานเรื่องก่อน ๆ รวมถึงการส่งประกวด หรือการเลือกเทศกาลส่งก็คงต้องดูอีกที เพราะตอนแรกก็ไม่ได้มีความคิดจะส่งเทศกาล เพราะถ้ามันเกิดได้ฉายก็จะ Public ถึงตรงนั้นเราไม่สามารถเลือกคนดูได้ .. ซึ่งถ้าจะส่งหรือฉายทั่วไปจริงๆ การเปลี่ยนสถานะตัวหนังเป็น Public เราอาจต้องตัดเป็นเวอร์ชั่นใหม่ โดยอาจให้คนอื่นตัดเพื่อได้มุมมองใหม่ ๆ ซึ่งอาจสั้นลงกว่าที่เราตัดเองที่ตอนนี้ยาว 57 นาที  รวมถึงอาจมีการถ่ายเพิ่ม ซึ่งมันก็เป็นคงเป็นเพียงความคิดเบื้องต้น ซึ่งยังไม่ไม่เกิดขึ้นในเร็วๆนี้

 

Q : เป็นความตั้งใจแต่แรกหรือเปล่า ที่ต้องการทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาดูไพรเวท

            A : ไม่เชิงนะ คือในเรื่องมันจะเกี่ยวข้องคนที่มีตัวตนจริง ๆ เราก็กลัวว่าเกิดฉายไปมันจะกระทบเค้าหรือเปล่า แต่ความจริงก็ไม่ได้ตั้งใจให้หนังเรื่องนี้มันออกมาในรูปนี้ แต่เพราะเรื่องราวที่เราต้องการจะเล่า มันเอื้อให้ทำ บวกกับเราชอบอะไรที่มันเรียลอยู่แล้ว ก็เลยหยิบฟุตที่เป็นลักษณะการถ่ายตัว Subject โดยที่เค้าก็รู้ล่ะว่าเราถ่าย แต่เค้าก็ดำเนินชีวิตไปตามธรรมชาติ โดยที่ไม่รู้สึกว่ามีกล้องอยู่ตรงนั้นเลย เอามาใช้โดยที่ไม่สามารถบอกเค้าได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง แล้วก็จะมีพวกภาพนิ่งจำนวนหนึ่งอีกเหมือนกัน ซึ่งเรานำมาประกอบเข้ากับเรื่องราวที่เราต้องการจะเล่า

*************************************************************

5202 - Copy.jpg

            “ตราบใดที่คนเรายังต้องดูภาพยนตร์ แสวงหาความเข้าใจและแนวทางการดำเนินชีวิตจากภาพยนตร์ เรื่องราวของเราคงไม่ไร้ประโยชน์ซะทีเดียว

 

Q : มาอัพเดตเรื่องส่วนตัวกันบ้าง ตอนนี้ทำอะไรอยู่

            A : ตอนนี้เป็น Co-Producer และลงเสียงประจำให้รายการหนังของ Amazing Group TV Thailand ที่คุณเฮนรี่ ทรานเป็นพิธีกรอยู่หลายรายการ ออกอากาศทางช่องดิจิตอลทีวี ซึ่งถือว่าเข้าทางเราขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เคยทำรายการแนวความรู้อยู่เกือบปี แต่เราไม่ค่อยเก็ทเรื่อง Content เลยไม่ค่อยเอ็นจอยเท่าไหร่

            ส่วนงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับวงการหนัง ตอนนี้กำลังหาช่องทางจัดจำหน่ายในไทยให้ The Third Eye of God หนังร่วมทุนสร้างไทย-มองโกเลียแนว Thriller ที่เราเคยทำ Line Producer อยู่  แล้วเมื่อปีก่อนก็เคยรวมตัวกับเพื่อน ๆ เขียนบทหนังเพื่อไปเสนอค่ายแต่ยังไม่โดน ตอนนี้เลยพับเก็บไว้ รอไอเดียเจ๋ง ๆ แล้วค่อยมาพัฒนาใหม่ ขณะเดียวกันก็เคยพยายามจะเป็น Producer ให้หนังยาวแนวไซไฟของเพื่อนเรื่องนึง ก็มีหาทุน เสนอไปหลายที่ แต่ค่อนข้างยากเพราะเรายังใหม่ทั้งคู่ จนตอนนี้เพื่อนเอา Plot ไปเขียนเป็นนิยายแล้ว (หัวเราะ)  แต่ช่วงนี้ก็มีหลายโปรเจกต์หนังที่สนใจทำ Producer ให้อยู่นะ หลายแนวเลย ทั้งสะท้อนสังคม สารคดี หรือไซไฟซึ่งเป็นโปรเจกต์ของเพื่อนที่เล่ามาก็ยังไม่ทิ้ง แต่ทั้งหมดนี้ก็อยู่ในช่วงพูดคุยเบื้องต้น และก็มีความคิดว่าจะลองใช้วิธีหาทุนแบบ Crowdfunding ดู ซึ่งเรากำลังศึกษาอยู่

 

Q : ทำไมถึงชอบงานด้าน Producer ล่ะ แล้วเคยมีผลงานอะไรที่เคยโปรดิวซ์มาบ้าง นอกเหนิอจากหนังมองโกเลีย

            A : เราชอบด้าน Manage วางแผนจัดการนะ รู้สึกสนุกดี ซึ่งนอกจากหนังมองโกเลียที่ว่ามา ก็เคยร่วมโปรดิวซ์หนังยาวอิสระแนวแอ๊กชั่นเรื่อง Mindvolution ของอัลวา ริตศิลา ที่ตอนนี้เห็นว่าเขียนบทหนังและละครให้บริษัทนึงอยู่ แต่ตัวเค้าเองกำลังจะมีหนังเรื่องใหม่ที่เป็นการพลิกแนวมากำกับแนวโรแมนติกเป็นครั้งแรกออกมาให้ชมกันเร็ว ๆ นี้

Q : จากที่เป็น Project Director จัดงานหนังมาแล้วสองงาน คือ Thai Aurora และ Doc Weekend ถือว่า Feedback เป็นอย่างไร แล้วมีแพลนโปรเจกต์ใหม่ไว้หรือยัง

            A : ผลตอบรับก็ดีนะครับ อย่าง Thai Aurora เอง แต่ละสถานที่ที่ไปฉายก็มีคนให้ความสนใจ ตอบแบบสอบถาม แสดงความคิดเห็นทางการเมืองกัน ซึ่งตรงนี้เราก็นำเผยแพร่ทางแฟนเพจ ส่วน Doc Weekend นี่ถึงแม้ผู้ชมจะไม่เยอะ เพราะเราไม่ได้โปรโมทอะไรมาก แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี อย่างน้อยก็ยังมีคนสนใจสารคดี ซึ่งก็มีสารคดีใหม่ 2 เรื่องเปิดตัวที่งานนี้แล้วก็มี Q&A กับคนทำ ตอนที่จัดมีผู้ชมต่างชาติคนนึงมาดูหนังในเทศกาลเราทุกเรื่องตลอดทั้งวันเลย ก็ถือว่าเซอร์ไพรส์ครับ  ส่วนโปรเจกต์ใหม่ก็กำลังคิดอยู่ แต่มีที่ฉายแล้ว (หัวเราะ) เราไปเจอดาดฟ้าตึกนึงแถวสุขุมวิท บรรยากาศดีมาก เค้าจัด Event ฉายหนังอยู่แล้วทุกเดือน เลยว่าจะไปจัดที่นั่น

 

Q : แล้วถ้าพูดถึงผลงานของคุณต่อจาก Puppy love จะได้เห็นงานอะไรไหม

            A : ความจริงก่อน Puppy love มีแพลนจะสร้างหนังสั้นเรื่องนึงที่ Inspire จากเรื่องที่เราเคยคิดเป็น Plot ซีรี่ย์เพื่อไปเสนอบริษัทนึง บวกกับเราได้เจอ Subject เดียวกับเรื่องที่อยากจะเล่า ก็ได้คุยกับเค้า และพัฒนาโปรเจกต์นี้อยู่นานมาก หลายเดือน ปรับบทอยู่หลาย Draft แต่ไม่เป็นที่ถูกใจเลยเอาเก็บไว้ก่อน พอดีกับที่มีงานซึ่งจะต้องทำกับพี่เข้ – จุฬญาณนนท์ ศิริผล (พระเอกเรื่อง Puppy love) พอดี แล้วเราก็เลยคิด Plot สดก่อนหน้านั้นไม่นาน พอเราทำงานกับเค้าเสร็จ ก็ให้เค้าเล่นให้เลย (หัวเราะ) ซึ่งพอเอามารวมกับ Footage ที่เราถ่าย Subject ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของหนังสั้นที่ไม่ได้ทำ เลยได้ออกมาเป็นเรื่องนี้   ซึ่งต่อจากนี้ เราก็อยากเอา Plot หนังสั้นที่เราไม่ได้ทำเรื่องที่ว่านั้นมาแปลงให้เป็นฟอร์มหนังสารคดีไปเลย น่าจะเข้าทางกว่า และถ้าจะทำคงต้องหา Subject ใหม่ แต่ขอยังไม่บอกประเด็นที่จะสร้างหนังสารคดีตอนนี้แล้วกัน

Q : เอาล่ะถึงแก่เวลาแล้ว ช่วยพูดอะไรปิดท้ายหน่อย หรือจะฝากอะไรก็ได้

             A : ยังไงดีล่ะ (คิด)   ตราบใดที่คนเรายังต้องดูภาพยนตร์ แสวงหาความเข้าใจและแนวทางการดำเนินชีวิตจากภาพยนตร์ เรื่องราวของเราคงไม่ไร้ประโยชน์ซะทีเดียว (หัวเราะ)  ขอบคุณที่ติดตามมาถึงตรงนี้ครับ

 

10.04.16

——————————————————————————————————–

 

            I make this film because I have a crush on one girl, so some part of the film was a candid style – as -> the ‘real’ love film like a Documentary and Fiction alternately (Chulayarnnon Siriphol plays a leading actor). And because of a Northern Light has something special & meaning for me, so I take my character to Iceland and what has been returned was a significant places to visit in the wintertime. Whether where I looking was a white snow and strong winds, but a New Year Fireworks in Iceland so beautiful pretty much!

            Some inspiration has come from ‘Only Love is Real’ book, an actual events of Dr. Brian L. Weiss. Tell ‘The Past Life Therapy’ treatment which bring two patients who live each side of the horizon meet together with their love when previous life.

            – Supakit Seksuwan

 

 

 

 

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 11, 2016 in สัมภาษณ์

 
รูปภาพ

ภาพวาด ธีมวาเลนไทน์ และอื่นๆ @Noise Market 4 (2015)

Love of Single

Love of Single

 

Love of Couple

Love of Couple

 

No Name

No Name

 

My Sun

My Sun

 

Mask

Mask

 

Men

Men

 

Entertainer

Entertainer

 

The Art of Food

The Art of Food

 

Fashion is Worldly

Fashion is Worldly

 

 

IMYD

IMYD

 

 

บูธ เขียน-ภาพ-หนัง (โดย 3 พี่น้อง)
งาน Noise Market 4 @Museum Siam
วันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ 2558

http://on.fb.me/1vI8uPw

—————————————

Contact Me :

http://aut2002.tumblr.com

http://instagram.com/jrp.2002

https://www.facebook.com/autto2002

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 21, 2015 in ภาพ

 

ป้ายกำกับ: , ,

รูปภาพ

ภาพถ่าย @Noise Market III (2014)

AutPostcard (1)

เก็บ?

CM.

CM.

LIghting D.

หัว.

AutPostcard (5)

Minimal tree.

AutPostcard (6)

L.

AutPostcard (7)

So many people

AutPostcard (8)

Raฝน

AutPostcard (9)

88888888.

AutPostcard (10)

Game over.

AutPostcard (11)

Tomorrow in. yesterday

AutPostcard (12)

Kid คิด เพื่อนเคี้ยว.

AutPostcard (13)

รอรักที่ป้ายรถเมล์

AutPostcard (14)

มองไปที่ข้างหลังบริเวณข้างหน้า.

AutPostcard (15)

โด่วววววว

AutPostcard (16)

ลึก

AutPostcard (17)

ปิดสวิทช์

 

AutPostcard (18)

อ่าวจ้า

AutPostcard (19)

เข้าลอด

AutPostcard (20)

พัดให้ข้าวต้มเย็น

AutPostcard (21)

ร้าง

AutPostcard (22)

ขายดิไม่เสพ

AutPostcard (23)

พราง

AutPostcard (24)

คืนสู่ Loopเดิม

AutPostcard (25)

31 (ชื่อนี้ครับ)



http://aut2002.tumblr.com

http://instagram.com/jrp.2002

https://www.facebook.com/autto2002

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 10, 2014 in ภาพ

 
รูปภาพ

ภาพวาด @Noise Market III (2014)

http://instagram.com/jrp.2002

Think.

http://instagram.com/jrp.2002

ไกล.

http://instagram.com/jrp.2002

Big mouth family.

Big mouth baseball

Rock n roll

สมชายขายเสื้อ.

http://aut2002.tumblr.com

http://instagram.com/jrp.2002

https://www.facebook.com/autto2002

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 10, 2014 in ภาพ

 

ไปเที่ยวครั้งแรก

พ่อแม่พาฉันไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์ แล้วได้ดื่มโค้ก
ถึงเวลาที่ต้องไปพิพิธภัณฑ์ทะเล ฉันไปเจอฉลาม เม่นทะเล
ปลากบ ปลานกแก้ว ปลาโรนัน ปลากระเบน แล้วฝนก็ตก
แล้วแม่กับพ่อก็รีบเอาร่มมาให้ แล้วก็กลับบ้าน

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 27, 2011 in บันทึก

 

ตำนานผีค่ำคืน

มีชายคนหนึ่งเคยเล่าเรื่องให้ผมฟังมันมีชื่อว่า ตำนานผีค่ำคืน 
เขาเล่าว่า ในตอนนั้น บ้านนั้นเป็นบ้านของนายกฯคนหนึ่ง
ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ค่อยดี  หลายอย่างไม่ค่อยดีเลยทำให้เขาเครียดมาก
จึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย
หลังจากนั้นที่บ้านหลังนั้นก็กลายเป็นบ้านร้างและเป็นที่ค้ายาเสพติด
วัยรุ่นเอาผู้หญิงมาข่มขืน 
เป็นที่สุมหัวของคนที่ไม่ดีทั้งหลาย
และอีกอย่าง ที่นั่นพอมีคนขับรถผ่านมาก็บอกว่าเคยเห็นมีคนเดินอยู่รอบบ้าน
และพอเวลาถ่ายรูปแถวนี้ก็ติดวิญญาณ 
พอเดินผ่านก็มักจะเจอวิญญาณผีผู้หญิงใส่ชุดขาวผมยาวอยู่ในบ้าน
แล้วก็มีคนอยู่ 3 คน อายุสัก 20 ปีเข้าไปดูในบ้านร้างหลังนั้นเพื่อพิสูจน์ว่ามีอะไรอยู่
แต่สุดท้ายก็ตายทั้ง 3  (มีภาค 2)

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 11, 2011 in บันทึก

 

นักสืบยอดปริศนา (ภาคเดอะมูฟวี่)

แนะนำให้อ่านตอนที่ 1 – 78 แบบย้อนหลังก่อน
โชจิไปแสดงงานโรงเรียน  
ระหว่างที่แสดงอยู่ องค์กรชุดมืดปีนออกไปแล้วก็ปามีดมาโดนผู้ตาย  โชจิเดินไปเจอศพตอนแสดงเสร็จ
โชจิเดินไปที่โรงเรียน  ระหว่างเดินก็เห็นองค์กรชุดมืดกำลังคุยกับคุณครูวิชาวิทย์ของโชจิอยู่
โชจิจึงรู้ว่าครูเมโกะหรือครูวิชาวิทย์ เป็นเบลมอทหรือหนึ่งในองค์กรชุดมืด
ตอนโชจิกลับไปจึงไปเจอกับเรียวโกะ  โชจิจึงถามว่า
“เห็นโซโลกามะมั้ย?”
เรียวโกะตอบว่า
 “เห็นจ้ะ เดินไปซ้ายแล้วก็ตรงไปแล้วก็ตรงไปอีกทีนึง”
เสร็จแล้วโชจิก็เดินไปตามที่เรียวโกะบอก  จึงไปเจอกับเซม่อนหรือโซลกามะตัวปลอม
เขาเข้าไปในป่าตอน 6 โมง  ไปเจอที่ซ่อนครูเมโกะตัวจริงและโซลกามะตัวจริงอยู่ที่กระท่อมเล็กๆหลังหนึ่ง
วันต่อมาตอนหลังเลิกเรียนโชจิไปที่โกดังขององค์กรชุดมืดตอน 6 โมงเย็น
จู่จู่องค์กรชุดมืดก็โผล่มา  โชจิต่อสู้
ระหว่างนั้นเบลมอทก็โผล่มาแล้วกำลังยิงปืน  โชจิเตะปืนหล่นลงพื้นแล้วก็ต่อยท้อง  (จบ)